Get Adobe Flash player

สถิติผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday75
mod_vvisit_counterYesterday67
mod_vvisit_counterThis week515
mod_vvisit_counterLast week626
mod_vvisit_counterThis month1762
mod_vvisit_counterLast month1215
mod_vvisit_counterAll days45403

We have: 1 guests online
Your IP: 54.167.171.186
 , 
Today: ต.ค. 24, 2014

web Links

 logo01
bible-is-1
theWord Bible Software

youversion

เรื่อง “ผลของพระวิญญาณ”
(กาลาเทีย 5:22-23ก)
โดย ครูศาสนาประณต บุษกรเรืองรัตน์
ผู้ช่วยผู้จัดการโรงพยาบาลคริสเตียนแม่น้ำแควน้อย
มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย
บทความนี้นำมาจากบทเทศนาช่วงการนมัสการเนื่องในโอกาสปิดการประชุมคณะธรรมกิจ คริสตจักรภาคที่ 16 สมัยสามัญครั้งที่ 33 ประจำปีคริสต์ศักราช 2010 ที่ข้าพเจ้าได้เตรียมเป็นบทเทศนาสรุปความพระวจนะของพระเจ้าจากหลากหลายผู้ รับใช้ในการนมัสการช่วงกลางคืนตลอด 4 คืน ในหัวข้อหรือคติธรรมของการประชุมครั้งนั้น คือ “สำแดงผลของพระวิญญาณ” จากพระธรรมกาลาเทีย 5:22-23ก
บทนำ
ดังที่พี่น้องทั้งหลายทราบ พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของสวน พระองค์ทรงดำเนินตลอดสวนของพระองค์ คือ คริสตจักร และพระองค์ทรงเสาะแสวงหาผลในชีวิตของท่านและของข้าพเจ้า แล้วพระองค์ทรงแสวงหาผลลักษณะใด? พระองค์ทรงแสวงหาผลแห่งพระวิญญาณหรือ? พระองค์ทรงหาผลจำนวนมากหรือ? หรือพระองค์ทรงประสงค์ให้ประชากรของพระองค์เติบโตขึ้น และเป็นผู้ใหญ่ในความเชื่อ ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่า หากท่านเป็นคริสเตียนที่ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ท่านก็เป็นคริสเตียนที่เกิดผล และกำลังเติบโต และข้าพเจ้าต้องการจะเตือนท่านว่า “และทุกต้นที่ไม่เกิดผลดีจะต้องตัดแล้วโยนทิ้งในกองไฟ” อันเป็นคำกล่าวในพระวจนะของพระเจ้าจากมัทธิว 3:10
 
ข้าพเจ้าจะแบ่งปันกับพี่น้องสองประการด้วยกัน
ประการที่ 1     ผลในฐานะเครื่องพิสูจน์ความเชื่อ
(ก) เพราะเหตุใด พระเจ้าจึงทรงมีพระประสงค์ให้เราเกิดผล? และเป็นผลที่ดี นั่นคือผลแห่งพระวิญญาณ ข้อเท็จจริงโดยทั่วไปก็คือ ผลของพระวิญญาณนั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชื่อที่แท้จริงและความเชื่อ ที่ดำรงอยู่
 
เราอาจประหลาดใจว่า บางครั้ง เมื่อมองดูที่บาปของเราและผลที่ตามมา และการล้มลง ข้าพเจ้าแปลกใจและตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อของข้าพเจ้าเอง บทพิสูจน์หรือบททดสอบที่ดีที่สุดของความเชื่อ มิใช่การอัศจรรย์หรือหมายสำคัญ แต่เป็นผลของพระวิญญาณ
 
ผู้คนหลายคนในทุกวันนี้ต้องการที่จะมองหาการอัศจรรย์หรือหมายสำคัญ เมื่อพวกเขาตัดสินคริสตจักรบางแห่งหรือศิษยาภิบาลบางคน หากคริสตจักรมีขนาดใหญ่โตและกำลังเติบโตเรื่อยๆ และมีเจ้าหน้าที่จำนวนมาก โอ นั่นมาจากพระเจ้าเป็นแน่ หากศิษยาภิบาลพูดภาษาแปลกๆ และเขียนหนังสือขายดีติดอันดับ โอ นั่นมาจากพระเจ้าเป็นแน่ หากผู้คนได้รับการรักษาในห้องอธิษฐาน หรือเพราะว่ามีมือมาวางบนพวกเขา โอ นั่นมาจากพระเจ้าเป็นแน่ หากท่านมีสุขภาพดีและร่ำรวย เพราะการเป็นสมาชิกในคริสตจักร โอ นั่นมาจากพระเจ้าเป็นแน่
 
มีผู้คนจำนวนมากจริงๆ ในประวัติศาสตร์ที่มีความประทับใจกับการอัศจรรย์ และผู้กระทำการอัศจรรย์และหมายสำคัญ แท้จริงแล้วพวกเขาจำเป็นต้องทำอะไร และเราจำเป็นต้องทำอะไร นั่นคือ การมองที่ผลของพระวิญญาณแทนที่การอัศจรรย์หรือหมายสำคัญ
 
(ข) มีมากกว่าหนึ่งแห่งในพระคัมภีร์ ที่พระเยซูตรัสเตือนเราเกี่ยวกับหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์ พระองค์ตรัสว่า “คนชาติชั่วและคิดทรยศต่อพระเจ้าแสวงหาหมายสำคัญ” (มัทธิว 12:39) พระเยซูทรงสอนเราว่า มีบางสิ่งมีความหมายมากกว่าการอัศจรรย์ และสุดยอดยิ่งกว่าหมายสำคัญ และทรงสอนว่า บางสิ่งนั้นคือชีวิตที่เติมเต็มไปด้วยผลของพระวิญญาณ บางสิ่งนั้นคือ การเจริญเติบโตในความเชื่อของคริสตชนและคริสตจักร
 
ช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดในประวัติศาสตร์คริสตจักรเกิดขึ้นเมื่อคนเราเน้น หมายสำคัญ และละทิ้งผลของพระวิญญาณ การสงครามกลายเป็นค่าจ้าง และผู้คนได้ถูกฆ่าตายเพราะหมายสำคัญนั่นเอง สิ่งที่โง่เขลาอย่างยิ่งที่รับเอามาก็เกิดขึ้นด้วยเหตุผลเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น “สงครามครูเสดเด็ก” ใน ค.ศ.1212 เด็กเลี้ยงแกะอายุประมาณ 12 ปี ได้อ้างว่าพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าปรากฏแก่เขาและบัญชาให้เขาเทศนาก่อ สงครามครูเสด การตอบสนองต่อการเรียกของเขา เด็กหนุ่มและเด็กสาวจำนวนสามหมื่นคน ที่อายุต่ำกว่า 12 ปี ละทิ้งบ้านและพ่อแม่ของพวกเขา เพื่อทำสงครามปลดปล่อยปาเลสไตน์จากพวกมุสลิม คนเดินเรือสองคนตกลงที่จะขนส่งเด็กๆ โดยทางเรือ แทนที่พวกเขาจะพาเด็กๆ ไปปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตาม คนเดินเรือหักหลังพวกเขาและขายพวกเขาเป็นทาสแก่ผู้ประมูลซื้อได้ราคาสูงสุด
 
เมื่อสิ้นสุดการเทศนาบนภูเขา พระคริสต์ตรัสเตือนเราเกี่ยวกับผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จ ซึ่งมาในลักษณะการห่มหนังแกะ ยกตัวอย่าง คริสตจักรในเมืองกาลาเทียได้รับการแทรกซึม โดยพวกลัทธิยูดาห์นิยม  ซึ่งเป็นผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จที่ได้ทิ้งพระกิตติคุณแห่งพระคุณและความรัก ผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จซึ่งเทศนาพระกิตติคุณเทียมเท็จในเรื่องการเข้าสุหนัต และธรรมบัญญัติ หลังจากได้กล่าวเตือนเรื่องผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จแล้ว พระเยซูได้ประทานสูตรที่สมบูรณ์แบบในการบ่งชี้ว่าใครมาจากพระเจ้า และใครเป็นของซาตาน พระองค์ตรัสว่า “ท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของเขา” (มัทธิว 7:20) พระเยซูมิได้ตรัสว่า “จงมองดูที่หมายสำคัญ การอัศจรรย์ หรือสิ่งน่าตื่นตาตื่นใจ” แต่พระองค์ตรัสว่าเราจะต้องตัดสินที่ผลของพวกเขา
 
ดังที่พี่น้องทุกท่านทราบดี ทุกวันนี้ เราทั้งหลายอาศัยในยุคที่เต็มไปด้วยผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จ หรือจะกล่าวให้สาระหนักแน่นขึ้น ก็จะบอกว่า ผู้เผยพระวจนะเท็จจำนวนมาก ดังเช่นในกาลาเทีย พบได้ภายในคริสตจักร คริสตจักรถูกโจมตีโดยสมาชิกและผู้นำที่ไร้ซึ่งความเชื่อของคริสตจักรเอง เพราะฉะนั้น ดังที่พระเยซูคริสต์ได้ตรัสว่า แท้จริงแล้วศัตรูของคนเราก็คือ “ผู้ที่อยู่ร่วมเรือนเดียวกัน” กับเรา (มัทธิว 10:36) สิ่งเหล่านี้เป็นเวลาแห่งความพยายามที่เราจะต้องทราบว่าผู้เผยพระวจนะเท็จ ยืนอยู่ ณ ที่ใด แต่เราไม่สามารถทราบได้จากหมายสำคัญ ด้วยพระเยซูคริสต์ตรัสว่า
 
“ด้วยว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จและผู้ทำนายเทียมเท็จหลายคนเกิดขึ้น ทำหมายสำคัญอันใหญ่และมหัศจรรย์ ล่อลวงแม้ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลง ถ้าเป็นได้” (มัทธิว 24:24)
 
เราสามารถบ่งชี้พระคริสต์และผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จ มิใช่ด้วยการอัศจรรย์ แต่ด้วยผล
 
(ค) อะไรคือผลของพระวิญญาณที่บ่งชี้ว่าคนหนึ่งๆ นั้นมาจากพระเจ้าหรือเป็นของซาตาน? ข้อพระคัมภีร์ที่ใช้ในค่ำคืนนี้ เปาโลได้บ่งชี้ว่าผลนั้น ได้แก่ ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน แต่สิ่งที่กล่าวมานี้ยังไม่ใช่ทั้งหมด ในที่อื่น เปาโลบ่งชี้ถึงผลอื่นๆ ด้วย ในโรม 5:3-5 ได้กล่าวถึง ความอดทน การเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ และความหวัง และใน 1 ทิโมธี 6:11 ได้กล่าวถึง ความชอบธรรมในทางของพรเจ้า ความเชื่อ ความรัก ความอดทน และความอ่อนสุภาพ และใน 2 ทิโมธี 3:10 ได้กล่าวถึงคำสอน พฤติกรรม ความมุ่งหมายในชีวิต ความเชื่อ ความอดทน ความรัก ความหนักแน่นมั่นคง และใน 2 เปโตร 1:5-7 ได้กล่าวถึง ความเชื่อ คุณธรรม  ความรู้ ความเหนี่ยวรั้งตน  ขันตี  ธรรมะ ความรักฉันพี่น้อง และความรัก
 
หากพี่น้องเป็นคริสเตียนที่เต็มด้วยพระวิญญาณ ฉะนั้น ผลแห่งพระวิญญาณจะต้องพบในชีวิตของท่าน
 
(ง) ดังที่พระคัมภีร์ได้กล่าวว่า “ท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของเขา” โดยผลของพระวิญญาณ ท่านจะทราบว่าสิ่งใดมาจากซาตาน และสิ่งใดเป็นของพระเจ้า โดยผลของพวกเขา พี่น้องจะสามารถแยกแยะผู้เผยพระวจนะที่แท้จริงจากผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จ และโดยผลของพระวิญญาณ พี่น้องจะสามารถตัดสินได้ว่า สิ่งใดอยู่ในชีวิตของท่าน
 
และคำเตือนก็อยู่ ณ ที่นี้ ศัตรูของเรา คือ มาร บางครั้งได้ผลิตผลที่เป็นผลสังเคราะห์ขึ้นมาในคนเรา คือ ผลปลอม ซึ่งทำให้ผู้คนคิดว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นเป็นผลจริง แต่นี่ก็มิใช่สิ่งใหม่ มารได้กระทำสิ่งนี้โดยการอัศจรรย์ด้วย ยกตัวอย่งเช่น การอัศจรรย์ของโมเสส ก็ถูกลอกเลียนแบบโดยนักวิทยาคมของฟาโรห์ เมื่อโมเสสโยนไม้เท้าลงต่อหน้าฟาโรห์ และได้กลายเป็นงู นักวิทยาคมของฟาโรห์ก็ทำเช่นเดียวกันได้โดยศิลปะอันลี้ลับของพวกเขา (อพยพ 7:10 เป็นต้นไป) อีกครั้งหนึ่งที่โมเสสเหยียดมือออกเหนือแม่น้ำแห่งอียิปต์ และน้ำนั้นได้กลายเป็นเลือด (อพยพ 7:19 เป็นต้นไป) ตลอดยุคของเรา ผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จสามารถที่จะรักษาโรค และการพูดภาษาแปลกๆ ได้รับการลอกเลียนแบบหลายต่อหลายครั้งในการนมัสการเทวรูป
 
อะไรคือผลสังเคราะห์หรือผลปลอมที่ซาตานได้ให้ไว้? พระวิญญาณประทานความรัก คือ ความรักไร้ขีดจำกัด ซาตานให้ความรัก ความรักอันจำกัดเพียงผู้ที่รักเรา พระวิญญาณประทานความชื่นชนยินดีไม่มีที่สิ้นสุด ซานตานให้ความชื่นชมยินดีชั่วครั้งชั่วคราว พระวิญญาณประทานสันติสุข ซาตานให้การตายด้านและการไร้ซึ่งความห่วงใย พระวิญญาณประทานความอดทน ซาตานให้ความเกียจคร้านและการไร้ความรู้สึก พระวิญญาณประทานความเมตตากรุณา ซาตานให้ความเมตตากรุณาซึ่งต้องได้ประโยชน์กลับคืน พระวิญญาณประทานความสัตย์ซื่อ ซานตานให้เรามีเพียงครึ่งใจ พระวิญญาณประทานความถ่อมสุภาพ ซาตานความรู้สึกผิดๆ เกี่ยวกับการแสร้งสุภาพ พระวิญญาณประทานการบังคับตน ซาตานทำให้เราพึงพอใจกับสิ่งที่ด้อยค่ากว่า
 
ซาตานชอบที่จะให้ผลปลอมแก่เรา เป้าหมายของมันก็เพื่อที่จะเห็นเรายืนต่อพระที่นั่งแห่งการพิพากษา และได้ยินประโยคดังนี้คือ “เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา” (มัทธิว 7:23)
 
เมื่อเป็นเด็ก ลูกหลานของเราต้องปลูกฝี การทำงานของตัวยาที่ให้กับเด็กนั้น เป็นเชื้อฝีขั้นอ่อน ดังนั้นจะไม่มีใครสังเกตอาการได้ แต่เพียงพอที่จะทำให้เด็กๆ ไม่เผชิญกับฝีจริงๆ
 
เทคนิคของซาตานก็คือ การให้ชีวิตคริสเตียนขั้นอ่อนกับผู้คน ดังนั้น พวกเขาจะไม่สามารถได้รับชีวิตคริสเตียนที่แท้จริงได้ เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราที่จะสามารถเห็นผลจริงและผลปลอม และปลดปล่อยตัวเองออกจากการพิพากษา คือ ประโยคที่ว่า “เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย”
 
(จ) พระคริสต์เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดสำหรับการเป็นผู้ที่เต็มด้วยผลของพระ วิญญาณ ยิ่งกว่าคนอื่นๆ พระองค์ทรงให้ชีวิตของพระองค์เอง เต็มไปด้วย ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน ยิ่งกว่าคนอื่นๆ พระองค์ทรงสำแดงผลที่แท้จริง ซึ่งเจ้าของสวนผู้ทรงเป็นพระเจ้า ทรงปรารถนาจะเห็นในชีวิตของลูกของพระองค์ ฉะนั้น เราต้องเลียนแบบพระคริสต์ เราต้องเป็นเหมือนพระองค์และตามแบบอย่างซึ่งพระองค์ทรงให้ไว้
 
ประการที่ 2     ผลและการเพาะปลูก
(ก) พระเจ้าทรงปรารถนาผลในชีวิตของท่านและข้าพเจ้า และพระองค์ทรงกระทำให้เป็นไปได้สำหรับเราที่จะผลิตผลที่พระองค์ทรงปรารถนา และแสวงหา เราจะเห็นว่า การเกิดผลต้องเริ่มต้นที่พระเจ้าและพระวิญญาณของพระคริสต์เสมอไป พระเจ้าทรงจำเป็นที่จะต้องปลูกชีวิตใหม่ภายในเรา พระองค์จำเป็นต้องกระทำเช่นนั้น ไม่เช่นนั้น เราจะไม่สามารถมีผลที่ดีได้ ดังที่พระเยซูตรัสว่า
 
(มัทธิว 7:16-18) ผลองุ่นนั้นเก็บได้จากต้นไม้มีหนาม หรือว่าผลมะเดื่อนั้นเก็บได้จากพืชมีหนาม
 
(17) ต้นไม้ดีย่อมให้แต่ผลดี ต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว
 
(18) ต้นไม้ดีจะเกิดผลเลวไม่ได้ หรือต้นไม้เลวจะเกิดผลดีก็ไม่ได้
 
เนื่องจากบาป เราเป็นต้นไม้เลว ซึ่งไม่สามารถจะเกิดผลดีได้ แต่โดยพระวิญญาณของพระคริสต์ พระเจ้าทรงปลูกชีวิตใหม่ภายในเรา และทำให้เรากลายเป็นองุ่นที่ดี บัดนี้ ในการเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์ เราสามารถที่จะผลิตผลแห่งพระวิญญาณที่พระองค์ทรงแสวงหาในชีวิตของเราทุกคน
 
(ข) ในเวลาเดียวกัน เราจำเป็นต้องตระหนักว่ายังมีมิติของมนุษย์ด้านหนึ่งในการเกิดผลด้วย ดังที่ข้าพเจ้าจะชี้ไปยังเด็กๆ พระคัมภีร์ของเราจากพระธรรมกาลาเทียทำให้เราเข้าใจว่าเราจะต้องทำสิ่งที่เรา ทำได้ โดยพระกำลังจากพระวิญญาณ ในการเพาะปลูกผลิตผลนั้น เปาโลได้บอกเราว่า “มีชีวิตโดยพระวิญญาณ” และได้รับการ “นำโดยพระวิญญาณ” และ “ดำเนินแต่ละก้าวไปกับพระวิญญาณ”
 
ข้าพเจ้าจะขออธิบายว่าสิ่งที่เปาโลกล่าวหมายถึงอะไร
 
ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ (ในบทที่ 5) บอกกับเราถึงอุปมาเรื่องสวนองุ่น ซึ่งไม่ว่าจะพยายามทำอย่างไร ก็ผลิตแต่ผลเลว เจ้าของสวนได้ทำทุกสิ่งซึ่งจะทำได้ เพื่อให้ผลิตองุ่นที่ดีที่สุด เขาได้ขุดต้นขึ้นมา และเอาหินออกให้หมด เขาได้สร้างหอคอยเพื่อป้องกันจากผู้บุกรุก เขาได้สร้างบ่อย่ำองุ่นและเตรียมจะเก็บเกี่ยว และเขาได้รอ
 
แทนที่จะเป็นองุ่นที่สุกสมบูรณ์ที่มาจาการได้รับการเพาะปลูกอย่างดี แต่ปรากฏเป็นองุ่นป่าที่บ้างก็เปรี้ยว บ้างก็เล็ก บ้างก็เสีย บ้างก็ไม่สุก ไม่ว่าในกรณีใด องุ่นเหล่านั้นไม่เป็นที่ยอมรับได้อย่างเด็ดขาด เจ้าของสวนถามว่า “มีอะไรอีกที่จะทำได้เพื่อสวนองุ่นของเรา ซึ่งเรายังไม่ได้ทำให้” (อิสยาห์ 5:4) ความผิดอยู่ที่องุ่นนั่นเอง
 
ให้เราประยุกต์อุปมานี้ อิสยาห์บ่งชี้องุ่นเป็นดังเผ่าทั้งสิบสองของอิสราเอล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งยูดาห์ (อิสยาห์ 5:7) ผลซึ่งพระเจ้าทรงคาดหวังจะพบ คือ ความยุติธรรมและความชอบธรรม แต่ผลที่พระองค์ทรงพบ คือ การกดขี่ข่มเหงและความชั่วร้าย
 
อะไรเกิดขึ้น? อะไรเป็นเหตุให้ผลิตผลที่เลว? อิสยาห์ได้บอกเราว่า
 
(อิสยาห์ 5:24) “...เขาทั้งหลายปฏิเสธไม่รับพระธรรมของพระเจ้าจอมโยธา และได้ดูหมิ่นพระวจนะขององค์บริสุทธิ์แห่งอิสราเอล”
 
นี่เป็นสิ่งที่บอกเรา และเตือนเราว่าการเกิดผลจะได้รับการปลูก เมื่อเรารักพระบัญญัติของพระเจ้า ไม่ปฏิเสธกฎเกณฑ์และกฎหมายของพระองค์ และเมื่อเรารักษาพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ดูหมิ่นพระคำของพระองค์ การที่จะปลูกผลของพระวิญญาณ เราจำเป็นต้องให้เวลากับพระวจนะคำ เราจำเป็นต้องอ่าน เราจำเป็นต้องศึกษา เราจำเป็นต้องรับฟังคำเทศนาจากพระวจนะ การที่จะปลูกผลของพระวิญญาณ เราจำเป็นต้องให้เวลาในการนมัสการ การที่จะปลูกผลของพระวิญญาณ เราจำเป็นต้องมีเวลาสำหรับการอธิษฐาน
 
(ค) การที่จะปลูกผลของพระวิญญาณ เราต้องการซึ่งกันและกัน เราจำเป็นต้องมีความสนิทสนมหรือสามัคคีธรรมของผู้เชื่อ ข้าพเจ้าขอธิบายว่าทำไมต้องเป็นเช่นนั้น
 
ปาโคมิอัสเป็นทหารชาวอียิปต์ที่มายังพระคริสต์โดยความดีของคริสเตียนใน เมืองธีบีส (นครหลวงของอียิปต์โบราณ) หลังจากปาโคมิอัสพ้นจากกองทัพราวปี ค.ศ.315 ท่านได้รับบัพติศมา โดยความจริงจังเกี่ยวกับความเชื่อใหม่และปรารถนาจะเติบโต ปาโคมิอัสได้รับชีวิตแห่งการปฏิเสธตนเอง และใช้ชีวิตอย่างสันโดษดังเช่นฤๅษี
 
เราจำเป็นต้องเข้าใจว่าคริสเตียนยุคแรก ต้นแบบแห่งการอุทิศก็คือการเป็นฤๅษี กล่าวคือ การใช้ชีวิตแยกตัวออกจากสังคมที่เลวทราม ฤๅษีเหล่านี้ได้รอนแรมไปในถิ่นทุรกันดารเพียงลำพัง อดอาหาร อธิษฐาน และได้รับนิมิต บางคนยิ่งไปกว่านั้น คือ ไม่รับประทานสิ่งใดนอกจากหญ้า ใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้ ปฏิเสธที่จะชำระล้างร่างกาย
 
บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่าน ที่กล่าวมานี้เป็นแนวทางที่จะเพาะปลูกผลของพระวิญญาณหรือ? ท่านสามารถที่จะเรียนรู้ความรัก หากไม่มีใครอยู่เคียงข้างที่จะให้รัก ได้หรือไม่? ท่านจะแสดงความถ่อมใจได้อย่างไร หากท่านใช้ชีวิตอยู่คนเดียว? ท่านจะสามารถเติบโตในความอดทดได้อย่างไร หากความอดทนของท่านไม่เคยถูกทดสอบโดยการสมาคมกับผู้อื่น? ท่านจะเรียนรู้ความปรานี ความถ่อมสุภาพ และความดี ในการแยกตัวจากสังคมได้อย่างไร?
 
กล่าวโดยย่อ การพัฒนาผลของพระวิญญาณจำเป็นต้องอยู่รอบๆ ผู้คน ข้าพเจ้าจะกล่าวอีกว่า ข้าพเจ้าไม่ได้หมายความว่าผู้คนเหล่านั้นคือคนที่ท่านเลือกเป็นมิตรสหาย ท่านจะเห็นว่า ท่านได้เลือกมิตรสหาย ก็เพราะท่านชอบพวกเขาและพวกเขาชอบท่าน พวกเขาดึงดูดใจท่าน เป็นการง่ายหรือง่ายกว่าที่จะทำดี สุภาพ และอดทนกับพวกเขา เป็นการยากที่การสมาคมในลักษณะนั้นจะปลูกผลของพระวิญญาณ แต่พระเจ้าทรงปรารถนาเราที่จะพัฒนาผลของพระวิญญาณภายในบริบทของครอบครัวและ คริสตจักร กล่าวคือ สถาบันทั้งสองซึ่งเราไม่สามารถที่จะเลือกผู้อยู่ร่วมกับเราได้ เราไม่มีทางเลือกว่าใครจะเป็นบิดามารดาของเรา หรือเป็นพี่น้องของเรา แต่เราคาดหวังที่จะรักพวกเขา และเช่นเดียวกัน เราไม่สามารถที่จะเลือกว่าใครจะอยู่หรือไม่อยู่ในครอบครัวของพระเจ้าได้ ใครก็ตามที่ประกาศตนยอมรับพระคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เราจะต้องอดทนและมีน้ำใจถึงเขาด้วย
 
(ง) สุดท้ายนี้ การที่จะปลูกผลของพระวิญญาณ โดยการทรงช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะต้องต่อสู้ หรือตรึง “เนื้อหนังกับความอยากและตัณหาของเนื้อหนัง” ไว้ที่กางเขน (กาลาเทีย 5:24) เราจะต้องต้านทานทุกสิ่งซึ่งเปาโลให้ไว้ในพระคัมภีร์ ดังนี้
 
(กาลาเทีย 5:19-20) “...การล่วงประเวณี การโสโครก การลามก การนับถือรูปเคารพ การถือวิทยาคม การเป็นศัตรูกัน การวิวาทกัน การริษยากัน การโกรธกัน การใฝ่สูง การทุ่มเถียงกัน การแตกก๊กกัน (21) การอิจฉากัน การเมาเหล้า การเล่นเป็นพาลเกเร และการอื่นๆ ในทำนองนี้”

การทั้งสิ้นนี้ เปาโลกล่าวว่า “ขัดแย้งกับพระวิญญาณ”
 
บทสรุป
ข้าพเจ้าต้องการจะกล่าวกับท่านว่า หากท่านเป็นคริสเตียนที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณ ท่านก็เป็นคริสเตียนที่เกิดผล และข้าพเจ้าต้องการเตือนท่านว่า “ทุกต้นที่ไม่เกิดผลดีจะต้องตัดแล้วโยนทิ้งในกองไฟ” (มัทธิว 3:10)
คำถามทิ้งท้ายก็คือ ผลของพระวิญญาณได้พบแล้วในชีวิตของท่านหรือไม่? และท่านได้เพาะปลูกผลนี้ไว้หรือเปล่า? ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดอวยพรทุกท่านให้เกิดผลดีในชีวิตเพื่อเป็นที่ถวาย พระเกียรติแด่พระเจ้าของเราเสมอไป